SONGKHLA FOOTBALL CLUB

ธีรวัฒน์ ดุนี “เอโต้” แห่งสงขลา

709

Thumbnail

หากให้นึกถึงนักเตะฝีเท้าดี เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และมีภูมิลำเนามาจากจังหวัดสงขลา ก็ต้องบอกได้เลยว่ามีเยอะมากจนนับกันไม่ถ้วน แต่สำหรับคนที่น่าจับตามอง และมีชื่อเรียกที่เป็นที่จดจำนั้น ก็คงต้องเป็น “เอโต้” แห่งสงขลาคนนี้เลย

“เอโต้” หรือ ธีรวัฒน์ ดุนี นักเตะสายเลือด สะกอม อ.เทพา จ.สงขลา ผู้มากประสบการณ์บนเส้นทางลูกหนัง แฟนบอลหลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ชื่อ “เอโต้”  ไม่ใช่ชื่อของเขาแต่กำเนิด จริงๆแล้วชื่อที่แม่ตั้งให้คือ “สน” ธีรวัฒน์ ดุนี  ส่วนที่มาของชื่อ “เอโต้” มาจาก อดีตนักเตะทีมชาติไทยอย่าง “บูคอรี ดือเระ” ซึ่งเป็นคนสอนฟุตบอลของเขาในตอนนั้น เป็นคนเรียกเขาด้วยชื่อนี้ เพราะเห็นว่ามีฟอร์มการเล่นคล้าย “ซามูแอล เอโต้” จึงเรียกเล่นๆว่า “เอโต้” จนคนรอบข้างเรียกตามมาจนถึงปัจจุบันและกลายเป็นฉายาประจำตัวเขาในที่สุด

จุดเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลของเขา เริ่มตั้งแต่เขาอายุเพียง 11 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านปากบางสะกอม จนมีอาจารย์เชษฐ  เห็นแววการเล่นเลยชักนำให้เข้ามาเป็นตัวแทนนักเตะของโรงเรียนปากบางสะกอม ความไม่ธรรมดาของเขาคือ เขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมตั้งแต่อายุ 12 ปี รายการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนระดับจังหวัดสงขลา จากนั้นก็เล่นฟุตบอลเรื่อยมา จนเข้ามัธยมที่โรงเรียนกีฬา จ.ยะลา และเป็นตัวแทนการแข่งขันทีมเยาวชนระดับจังหวัดมาเรื่อยๆ

เส้นทางการเข้าสู่วงการนักฟุตบอลอาชีพเขาก็ได้เริ่มขึ้นในวัยเพียง 18 ย่าง 19 ปี เขาได้เริ่มจากเซ็นสัญญากับทีมฟุตบอลทีมแรกในชีวิตคือทีม ยะลา เอฟซี จากนั้นด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขาหยุดเล่นฟุตบอลไป 1 ปี แล้วกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งในฐานะนักเตะทีมชาติของการแข่งขันฟุตบอลชายหาด ด้วยวัยเพียง 20 ปี  ต่อมาก็ได้ค้าแข้งมาเรื่อยๆในทีมต่างๆ ดังนี้ 2011 เล่นทีมสุราษฏณ์ FC , 2012 เล่นฟุตบอลทีมชาติอีกครั้ง โดยไปแข่งที่ประเทศจีน จากนั้นกลับมาเล่นที่ ทีมปัตตานี FC รอบแชมป์เปียนลีก , 2013 เล่นทีม เจนิฟู้ด สมุทรสาคร , 2014 กลับมาเล่นทีมยะลา FC , 2015 กลับมาเล่นทีมปัตตานี FC , 2016 กลับมาเล่นให้ยะลา ในทีมยะลายูไนเต็ด , 2017 เล่นทีม สงขลายูไนเต็ด , 2018 เล่นทีมหาดใหญ่ซิตี้ , 2019 เล่นทีมพัทลุง FC , 2020 เล่นทีมสุราษฎรณ์ซิตี้ ก่อนจะเซ็นสัญญากับ สงขลา FC สดๆร้อนในฤดูการ 2020-2021 นี้

 

จุดพลิกผันครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในชีวิตนักเตะของเขาคือครั้งที่เขาเล่นอยู่ทีมปัตตานีเอฟซี ได้ลงฟาดแข้งอย่างดุเดือด ตอนนั้นเขาปะทะกับนักเตะชาวต่างชาติจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งตัวโตกว่า ทำให้เขาพลาดท่า ข้อเท้าพลิก เอ็นฉีก จนแพทย์ระบุว่าต้องหยุดเล่นบอลไปประมาณ 4 เดือน เพื่อพักฟื้นอาการบาดเจ็บ ตอนนั้นเขารู้สึกใจหายมาก และท้อแท้กับชีวิต ระหว่างพักฟื้นอาการบาดเจ็บ เขารู้สึกคิดถึงสนาม คิดถึงการซ้อม และคิดถึงบรรยากาศที่ได้เตะบอลร่วมกับเพื่อนๆ ทำให้เขาตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องฮึดสู้ อดทนจนหายจากอาการบาดเจ็บ และกลับมาโลดแล่นในสนามอีกครั้งด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจะไปไทยลีกอย่างแน่วแน่มากกว่าครั้งเก่า

ความคาดหวังในชีวิตการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ก่อนที่เขาจะแขวนสตั๊ด เขาอยากกลับไปเล่นฟุตบอลไทยลีกอีกสักครั้ง และเขาบอกกับตัวเองเสมอว่าจะทำให้ดีที่สุด เต็มที่ที่สุด ทุกๆครั้งที่มีโอกาส และเมื่อถึงวันที่เขาแขวนสตั๊ดแล้วเขาก็จะไม่เสียดาย และยังอยากศึกษาทางด้านการเป็นโค้ชเพื่อนำประสบการณ์ ทักษะการเล่นฟุตบอลที่สะสมมาอย่างยาวนาน มาสอนเด็กๆรุ่นใหม่ หรือน้องๆที่มีใจรักฟุตบอลให้ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ และเพื่อให้คนเหล่านั้นได้ทำตามความฝันเหมือนดั่งที่เขาเคยทำมันจนสำเร็จ