SONGKHLA FOOTBALL CLUB

บทความ | Class of 2020 เงือกสมิหลา รอวันผงาด !!

232

Thumbnail

สงขลา เอฟซี กับเส้นทางฟุตบอลอาชีพครั้งแรกของสโมสร ซึ่งผ่านมาแล้ว 3 แมตซ์ โดยเป็นการแข่งขันในไทยลีก 4 จำนวน 2 แมตซ์ และการแข่งขันฟุตบอลถ้วยโตโยต้า ลีก คัพ จำนวน 1 แมตซ์ ผลปรากฏว่า สงขลา เอฟซี เสมอในลีก 2 เกม (เยือน ป่าตอง ซิตี้ เสมอ 1-1 / เหย้า พัทลุง เอฟซี เสมอ 0-0) และฟุตบอลบอลถ้วย (เหย้า ป่าตอง ซิตี้ ชนะ 2-0) จากการอ่านเกมแบบสายตาคนดูบอลธรรมดาๆ มองว่า “สงขลา เอฟซี” ชุดนี้ “แพ้ยาก” แต่ “ชนะยาก” เช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าการไม่แพ้ใครเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าหนักไ ปทางเสมอ มันก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะเป้าหมายของสโมสรคือ “เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 3”

ผู้เขียนมีโอกาสได้ชมเกมผ่านทางการถ่ายทอดสด และได้ไปรับชมเกมที่สนาม ม.อ.หาดใหญ่ ในศึกฟุตบอลโตโยต้าลีกคัพ และตัวผู้เขียนมองว่า นักเตะและโค้ชของทัพเงือกสมิหลาชุดนี้มีดีพอที่จะเลื่อนชั้น เพียงแต่ยังขาดประสบการณ์ และความเข้าใจในเกม ซึ่งเป็นที่รู้ๆกันว่า “ชัยชนะ” ในเกมฟุตบอลมันขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบและหลายปัจจัยด้วยกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ “นักเตะ” และ “แผนการเล่นของโค้ช” หากมองถึงนักเตะสงขลาชุดนี้ ผมนึกถึง “Class of 92” ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เหลือเกิน เพราะนักเตะในทีมของ “ท่านเซอร์” ในยุคนั้น มีลักษณะและรูปแบบไม่แตกต่างกับที่ “โค้ชโดนัท” มีในตอนนี้ นักเตะทุกคนอยู่ในช่วงวัยแห่งการเรียนรู้และท้าทาย เหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ในยุค Class of 92 ประสบความสำเร็จนั่นคือ ความเข้าใจในเกม ความเข้าใจแผนการเล่น และความกระหายในชัยชนะ เมื่อพวกเขามีโอกาสลงสนามตั้งแต่อายุยังน้อย สิ่งที่นักเตะเหล่านั้นต้องทำให้โค้ชเห็นคือ การแสดงศักยภาพทั้งหมดที่ตนเองมี ผ่านการฝึกซ้อม และ Tactic ที่ฝึกซ้อมกันมาเป็นพันๆหน รวมถึงทัศนคติที่ “การเล่นแบบยอมตายเพื่อสโมสร” เพราะถ้าแพ้ออกมาคุณก็รู้ว่า พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับ “ท่านเซอร์” ในสภาพใด และอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเตะยุค Class of 92 ประสบความสำเร็จ นั่นคือ นักเตะที่มากประสบการณ์ ที่คอยประคับประคองนักเตะวัยรุ่น นับตั้งแต่ ผู้รักษาประตู ไปจนถึงกองหน้า แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ยุคนั้นมีนักเตะอย่าง ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล, แดนนิส เออร์วิน, แกรี่ พัลลิสเตอร์, รอย คีน, เอริค คันโตน่า  คอยพยุงเด็กๆ คอยสอน คอยแนะแนวทั้งในสนามและนอกสนาม (พาไปแมนยูมาใกล้)

เมื่อเราเทียบอายุของนักเตะ Class of 92 กับ สงขลา เอฟซี ชุดนี้ผมมองว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกัน เรามีนักเตะดาวรุ่งน่าจับตามองมากมายถูกนำเข้ามา ตั้งแต่ พัชรพงษ์ ประทุมมา Gk, กิตติพงษ์ สุปัญญา DL, ศุภกิตติ์ ประเต็ง DR, พิชชากร จิ้นย่อง MC, ธรรมศักดิ์ ธรรมารักษ์ AMC, อภิสิทธิ์ ช่วยกลับ DMC, อลงกรณ์ สิทธิไชย MC, ไฟโรส เจ๊ะแม WF, บาห์เรน WF, บัสรี สันหรน FC นักเตะเหล่านี้อายุยังไม่เกิน 24 ปี และเป็นที่จับตาของหลายๆ ทีม ณ ขณะนี้ อีกทั้งพวกเขาส่วนหนึ่งยังเคยผ่านการค้าแข่งระดับไทยลีก 1 และ 2 มาแล้ว แน่นอนว่าไม่ธรรมดา เพียงแต่สองสามเกมที่พวกเขาเล่นกันไม่ลงตัวส่วนหนึ่ง มาจากการที่ยังไม่เข้าในเกม ยังไม่ซึมซับแท็คติคให้กลายเป็นกิจวัตร รวมถึงวิธีการเล่นและยืนตำแหน่ง แต่หากถามเรื่อง ทักษะ ความสามารถเฉพาะตัว ความฟิต ของเด็กชุดนี้แล้ว ผู้เขียนมองว่าเหลือกินคำถามอยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ที่พวกเขาซึมซับในแท็คติค มีความเข้าใจและรู้ใจซึ่งกันและกัน ผู้เขียนมองว่า “บินไกลเลย เด็กๆชุดนี้” ฉะนั้นแล้วจิตวิทยาของ”โค้ชโดนัท” เองก็สำคัญ ต้องมีทั้งบู๊และบุ๋นมากพอ

หากพูดถึงนักเตะมากประสบการณ์ที่จะมาประคับประคองเด็กๆ ชุดนี้ ผู้เขียนมองว่าสำคัญไม่แพ้กัน ชื่อแรกที่แว๊บเข้ามาในหัวคือ “ซอเฮด” ไชยรัตน์ หมัดศิริ ตำนานนักเตะของจังหวัดสงขลา ผู้ที่เคยผ่านการค้าแข้งในระดับไทยลีกมาแล้ว แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นการลงมาประคับประคองแดนกลางแบบเต็มเกม ดูแล้วค่อนข้างลำบาก อีกคนหนึ่งที่ไว้ใจได้พอสมควร นั่นคือ “ปานเทพ โชติกวิน” กองหลังสารพัดประโยชน์ เป็นนักเตะพเนจรอีกคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์เรียกได้ว่าโชกโชนพอสมควร น่าจะคอยประคับคองแผงหลังของสงขลา เอฟซีได้อยู่ประมาณนึง แดนหน้าก็มี “อัครพล มีสวัสดิ์” ศูนย์หน้ามากประสบการณือีกคน ที่สามารถฝากความหวังไว้ได้ แต่เนื่องด้วยอาการบาดเจ็บที่บ่อยครั้ง ทำให้เขาลงสนามไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร ผู้เขียนมองว่า “นักเตะมากประสบการณ์” คือ “จุดอ่อน” เล็กๆ จุดหนึ่งของสงขลา เอฟซีชุดนี้ เพราะนักเตะมากประสบการณืที่ผ่านอาชีพมามีน้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มาจากโควต้า 2+2 ทำให้สเกลนักเตะมากประสบการณ์เลยลดน้อยลงไปด้วย ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ต้องทำคือการทำให้นักเตะมากประสบการณ์เหล่านี้ฟิตที่สุด อีกทั้งนักเตะในชุด TA2019 ก็ต้องรอคอยโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั่นสำหรับนักเตะชุด TA2019 คือ “ระเบียบวินัย” การหมั่นฝึกซ้อม หมั่นดูแลตัวเอง ทั้งฟิตเนสและอาหารการกินด้วย

อีกปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ นั่นคือ “นักเตะต่างชาติ” โดยทางสโมสรสงขลาเอฟซี มีนักเตะสัญชาติบราซิลถึง 3 คน (Marlon Da Silva, Deyvison Fernandes, Darlan Martin Benvido) นักเตะสัญชาติญี่ปุ่นอีก 1 คน (Shimizu Ippei) แต่ทุกอย่างตอนนี้เหมือนยังขาดๆ เกินๆ ที่ดูดีเข้าท่าและมีความสม่ำเสมอน่าจะมีเพียง Marlon Da Silva (กองหลัง) เท่านั่น ส่วนคนอื่นๆ ยังอยู่ในฟอร์มที่ไม่สม่ำเสมอ Deyvison ทักษะและความสามารถเฉพาะตัวดีมาก แต่ยังคงติดสไตล์ “One Man Show” สไตล์แซมบ้า ยังไม่กล้าไว้ในนักเตะไทย ส่วน Darlan กองหน้าร่างยักษ์ จุดเด่นคือ ลูกการอากาศ การพักบอล และครอบครองบอล แต่เขายังติดเรื่องการร่วมเล่นกับนักเตะคนอื่นๆ ทำให้เขาโดดเดี่ยวในแดนหน้า สิ่งที่ต้องรีบปรับจูนนักเตะต่างชาติทั้งหมด นั่นคือ “ความมั่นใจ” และ “ความสม่ำเสมอ” อีกทั้งเรื่อง “การสื่อสารกับนักเตะไทย” ก็สำคัญไม่แพ้กัน

แต่ผู้เขียนเชื่อว่า หากส่วนผสมทุกอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น นักเตะดาวรุ่ง นักเตะ TA2019 นักเตะมากประสบการณ์ และนักเตะต่างชาติ สามารถแก้ไขจุดผิดพลาดในทุกๆ เกมที่ผ่านมาได้หมด รวมถึงการเล่นด้วยทัศนคติที่ดีต่อสโมสรและแฟนบอล ผู้เขียนเชื่อว่า “เงือกสมิหลา” ชุดนี้จะติดลมบนไปอีก 2-3 ปีข้างหน้าแน่นอน และยังคงมีความเชื่อว่า “เม็ดเงิน” จำนวนมหาศาลที่ทางสโมสรทุ่มเทลงไป จะผลิดอกออกผลในระยะเวลาอันใกล้ และแน่นอนว่าบุคลากรทุกคนในสโมสรมีประสิทธิภาพมากพอที่จะพาทีมน้องใหม่ทีมนี้ เลื่อนสู่ “ไทยลีก3” ในปีต่อไป

“ลูกกลม ลมอยู่ใน”